โรงผลิตสาเกคิยาโช — Kiyasho Shuzo

โรงบ่มสาเก

โรงผลิตสาเกคิยาโช (Kiyasho Shuzo) ตั้งอยู่ที่เมืองนาบาริ จังหวัดมิเอะ เป็นโรงผลิตที่ผสมผสานงานฝีมืออันประณีตเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว โดยมีแบรนด์เรือธงคือ “จิคอน” (Jikon) ครับ ลักษณะเด่นของสาเกที่นี่คือ กลิ่นหอมที่สดชื่นและโปร่งใส พร้อมความสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างความหวาน ความเปรี้ยว และรสอูมามิครับ

ชื่อ “จิคอน” มาจากปรัชญาเซน หมายถึง “การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้เต็มที่ที่สุด โดยไม่ยึดติดกับอดีตหรืออนาคต” เพื่อดึงเอกลักษณ์ของข้าวทำสาเกแต่ละชนิดออกมาให้ถึงขีดสุด ทางโรงผลิตจึงมีการออกผลิตภัณฑ์รุ่นจำกัดที่แตกต่างกันแทบทุกเดือนครับ นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 2005 ความมุ่งมั่นในการผลิตจำนวนน้อยแต่เน้นคุณภาพสูงสุด ทำให้จิคอนได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากคนรักสาเกทั่วโลก และขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่หาซื้อได้ยากที่สุดในวงการสาเกสมัยใหม่ครับ

1. ประวัติและภูมิหลัง

โรงผลิตสาเกคิยาโช เป็นโรงผลิตเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี 1818 ช่วงปลายสมัยเอโดะครับ คุณโชฮาจิ โอนิชิ ผู้ก่อตั้งเดิมทีเป็นพ่อค้าไม้ (Lumber merchant) โดยใช้ชื่อร้านว่า “คิยาโช” (Kiyasho) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชื่อของโรงผลิตสาเกแห่งนี้ครับ ตัวโรงผลิตตั้งอยู่ในเมืองนาบาริ ซึ่งยังคงกลิ่นอายของเมืองหน้าด่านในอดีต โดยอาคารร้านค้าและเรือนหลักได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่มีรูปร่าง (Registered Tangible Cultural Properties) ของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันลุ่มลึกได้เป็นอย่างดีครับ

เป็นเวลานานที่โรงผลิตแห่งนี้ปรุงสาเกภายใต้แบรนด์ “ทาคาซาโกะ” (Takasago) ซึ่งเป็นที่รักของคนในท้องถิ่นแถบอิกะ จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคุณ ทาดาโยชิ โอนิชิ (Tadayoshi Onishi) เจ้าของรุ่นที่ 6 เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าคนปรุงเหล้า (Toji) ครับ คุณโอนิชิซึ่งเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเคยทำงานในบริษัทผลิตนม ได้เข้ามาเป็นโทจิในปี 2004 และในปี 2005 เขาได้ตั้งชื่อสาเกที่เขาปรุงเองเป็นครั้งแรกว่า “จิคอน” การเปิดตัวแบรนด์ใหม่นี้คือการเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยนทิศทางจากสาเกทั่วไป มาสู่สาเกเกรดพรีเมียม (Tokutei Meishoshu) ที่ผลิตจำนวนน้อยแต่คุณภาพสูง เพื่อความอยู่รอดของโรงผลิตครับ

2. ปรัชญาการปรุงสาเก

หัวใจสำคัญของปรัชญาการปรุงสาเกของคิยาโชคือ จิตวิญญาณเซนของคำว่า “จิคอน” ซึ่งสื่อถึงการทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับการทำงานในทุกขั้นตอนโดยไม่มีการผ่อนปรนครับ

วิธีการของพวกเขาคือการนำ งานฝีมือดั้งเดิม ที่อาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้าของช่างปรุงเหล้า มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีการควบคุมคุณภาพล่าสุดอย่างชาญฉลาด ทางโรงผลิตมองว่าการปรุงสาเกไม่ใช่การที่มนุษย์สร้างทุกอย่างขึ้นมาเอง แต่คือ “การจัดเตรียมและดูแลสภาพแวดล้อมเพื่อให้จุลินทรีย์ (เชื้อโคจิและยีสต์) ทำงานได้ง่ายที่สุด” ด้วยแนวคิดนี้ เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงถูกวางตำแหน่งให้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อเสริมประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนของช่างฝีมือ เพื่อให้ได้สาเกที่มีคุณภาพสูงและคงที่ครับ

นอกจากนี้ กลยุทธ์การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันในทุกเดือนตามฤดูกาลเพื่อดึงจุดเด่นของข้าวแต่ละชนิดออกมา ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการค้นคว้าและวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดนิ่งของที่นี่ด้วยครับ

3. วัตถุดิบและกรรมวิธีการผลิต

สภาพภูมิอากาศและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของเมืองนาบาริ ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ในน้ำและข้าวที่เป็นรากฐานของสาเกครับ

  • น้ำที่ใช้หมัก: ใช้น้ำพุธรรมชาติ (น้ำกระด้างปานกลางถึงอ่อน) จากแม่น้ำนาบาริ น้ำนี้ถูกกรองผ่านระบบธรรมชาติของเถ้าภูเขาไฟที่ทับถมกันมานานกว่า 8 ล้านปี ส่งผลให้มีความโปร่งใสและบริสุทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์ครับ
  • ข้าวทำสาเก: เริ่มต้นจากข้าว ยามาดะ นิชิกิ คุณภาพสูงในท้องถิ่นอิกะ ไปจนถึงข้าวคัดพิเศษจากทั่วประเทศ เช่น ยามาดะ นิชิกิ จากเขต Special A ในจังหวัดเฮียวโงะ, ข้าว โอมาจิ จากโอคายามะ และข้าวฮัตตันนิชิกิหรือเซ็นบงนิชิกิจากฮิโรชิมะครับ พวกเขาให้คุณค่ากับข้าวจากนาบาริอย่างมาก โดยระบุว่าสภาพแวดล้อมในการปลูกข้าวที่นี่นั้นยอดเยี่ยมไม่แพ้เขต Special A ของเฮียวโงะเลยครับ
  • วิธีการผลิต: ขั้นตอนสำคัญอย่างการล้างข้าวและการทำโคจิ จะทำด้วยมือทั้งหมด และยังคงรักษาการผลิตจำนวนน้อยไว้ครับ ในวาระครบรอบ 200 ปีของโรงผลิต พวกเขายังได้ฟื้นฟูวิธีการทำ “คิโมโตะ” (Kimoto) แบบโบราณมาใช้กับแบรนด์ดั้งเดิมอย่าง “ทาคาซาโกะ” เพื่อเป็นการท้าทายความสามารถในการใช้เทคนิคแบบบรรพบุรุษด้วยครับ

4. กิจกรรมในปัจจุบัน

ปัจจุบันโรงผลิตสาเกคิยาโชทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเกษตรกรรมในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่นตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกข้าว เพื่อปรุงสาเกด้วยแนวคิด “ข้าวในผืนดิน น้ำในผืนดิน” ผลผลิตจากความทุ่มเทนี้คือ “Jikon Junmai Daiginjo NABARI” ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล และได้รับเลือกให้เสิร์ฟบน ชั้นเฟิร์สคลาสของสายการบิน ANA ในเส้นทางระหว่างประเทศด้วยครับ

เพื่อปกป้องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ พวกเขาใช้ระบบ ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตอย่างเข้มงวด (Tokuyakuten) โดยจะไม่มีการขายตรงที่โรงผลิตหรือเปิดให้เข้าชม แต่จะกระจายสินค้าผ่านพันธมิตรที่จำกัดจำนวนซึ่งมีระบบการควบคุมอุณหภูมิที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น เพื่อรับประกันว่าคุณภาพของสาเกจะคงเดิมจนถึงมือผู้บริโภคครับ แม้จะเคารพในประเพณีดั้งเดิม แต่พวกเขาก็ยังคงสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของจิตวิญญาณช่างฝีมือสมัยใหม่ต่อไปครับ

https://kiyashow.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

特集記事

TOP
CLOSE